2007/Jun/01

วันวิสาขบูชาเป็นวันประสูต ตรัสรู้และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

สิ่งที่ชาวพุทธควรปฏิบัตินั้น ไม่ใช่จำเพาะเจาะจงถึงการเข้าวัดไปเวียนเทียนเท่านั้น

หากแต่เป็นการเข้าถึงพระธรรมอันเป็นหลักของพระพุทธศาสนา

อันได้แก่

1. การทำความดี

2. ละเว้นความชั่ว

3. ทำจิตใจให้ผ่องใส

สิ่งที่ชาวพุทธควรปฏิบัติ ได้มีผู้นำมาเสนอเป็นหลักการ 3 อุดมการณ์ 4 วิธีการ 6

สิ่งที่ชาวพุทธควรถือปฏิยัติอยู่เป็นนิตย์ ดังนี้คือ.....

หลักการ 3 ได้แก่... 1.ไม่ทำบาปทั้งปวง ได้แก่การงดเว้น การลด ละเลิก ทำบาปทั้งปวง ซึ่งได้แก่ อกุศลกรรมบท แปลตามตัวได้ว่าทางแห่งกรรมที่เป็นอกุศล คือ การกระทำอันเป็นทางนำไปสู่ทุคติ มี ๑๐ อย่าง แยกได้เป็น 3 หมวด คือ
กายกรรม 3 ได้แก่
1. ปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์)
2. อทินนาทาน (การลักทรัพย์)
3. กาเมสุมิจฉาจาร (การประพฤติผิดทางกาม)

วจีกรรม 4 ได้แก่
1. มุสาวาท (การพูดปด พูดเท็จ โกหก หลอกลวง)
2. ปิสุณวาจา (พูดส่อเสียด คือพูดยุยงให้เขาแตกแยกกัน)
3. ผรุสวาจา (พูดคำหยาบ)
4. สัมผัปปลาปะ (พูดเพ้อเจ้อ)

มโนกรรม 3 ได้แก่
1. อภิชฌา (ละโมบ เพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่นมาเป็นของตน อย่างไม่ถูกทำนองคลองธรรม เป็นโลภะ (ความโลภ ขั้นรุนแรง)
2. พยาบาท (คิดร้าย ปองร้าย มุ่งร้ายต่อผู้อื่น มีความปรารถนาที่จะทำลายประโยชน์ และความสุขของผู้อื่นให้เสียหายไป เป็นโทสะ (ความโกรธ ขั้นรุนแรง)
3. มิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิดจากคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ชั่ว ทำชั่วได้ดี มารดาบิดาไม่มีบุญคุณ ไม่เชื่อเรื่องกรรมและผลของกรรม ไม่เชื่อเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ ฯลฯ เป็นโมหะ (ความหลง - ไม่รู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ขั้นรุนแรง)

2.ทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่างซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบท 10 เป็นแบบของการทำฝ่ายดีมี 10 อย่าง อันเป็นความดีทางกาย วาจา ใจ ซึ่งจะตรงกันข้ามกับข้อที่ 1 คือ

กุศลกรรมบท 10
กุศลกรรมบท 10 เป็นหนทางแห่งการทำความดีงาม ทางแห่งกุศลซึ่งเป็นหนทางนำไปสู่ความสุข ความเจริญ แบ่งออกเป็น 3 ทางคือ กายกรรม 3 วจีกรรม 4 และมโนกรรม 3


1. กายกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติดีที่แสดงออกทางกาย 3 ประการ ได้แก่
(1) เว้นจากการฆ่าสัตว์ คือ การละเว้นจากการฆ่าสัตว์ การเบียดเบียนกัน เป็นผู้มีเมตตา กรุณา
(2) เว้นจากการลักทรัพย์ คือ ละเว้นจากการลักขโมย เคารพในสิทธิของผู้อื่น ไม่หยิบฉวย เอาของคนอื่นมาเป็นของตน
(3) เว้นจากการประพฤติผิดในกาม คือ การไม่ล่วงละเมิดสามีหรือภรรยาผู้อื่น ไม่ล่วง ละเมิด ประเวณีทางเพศ


2. วจีกรรม 3 หมายถึง การเป็นผู้มีความประพฤติดีซึ่งแสดงออกทางวาจา 4 ประการ ได้แก่
(1) เว้นจากการพูดเท็จ คือ พูดแต่ความจริง ไม่พูดโกหก หลอกลวง
(2) เว้นจากการพูดส่อเสียด คือ พูดแต่ในสิ่งที่ทำให้เกิดความสามัคคี กลมเกลียว ไม่พูดจา ในสิ่งที่ก่อให้เกิดความ แตกแยก แตกร้าว
(3) เว้นจากการพูดคำหยาบ คือ พูดแต่คำสุภาพ อ่อนหวาน อ่อนโยน กับบุคคลอื่นทั้ง ต่อหน้า และลับหลัง
(4) เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ คือพูดแต่ความจริง มีเหตุมีผลเน้นเนื้อหาสาระที่เป็น ประโยชน์ พูดแต่สิ่งที่จำเป็นและพูดถูกกาลเทศะ


3. มโนกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติที่เกิดขึ้นในใจ 3 ประการ ได้แก่
(1) ไม่อยากได้ของของเขา คือ ไม่คิดจะโลภอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน
(2) ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น คือ มีจิตใจดี มีความปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นมีความสุข ความเจริญ
(3) มีความเห็นที่ถูกต้อง คือ มีความเชื่อในเรื่องการทำความดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และมี ความ เชื่อว่า ความพยายามเป็นหนทางแห่งความสำเร็จ

3.ทำจิตให้ผ่องใส ได้แก่ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ปราศจากสิ่งซึ่งเป็นเครื่องขัดขวางจิตไม่ให้เข้าถึงความสงบ มี 5 ประการ คือ

นิวรณ์ คือสิ่งที่ขวางกั้นจิตทำให้สมาธิไม่อาจเกิดขึ้นได้ มี 5 อย่างคือ

กามฉันทะ คือความยินดี พอใจ เพลิดเพลินในกามคุณอารมณ์ ได้แก่ ความยินดี พอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สิ่งสัมผัสทางกาย) อันน่ายินดี น่ารักใคร่พอใจ รวมทั้งความคิดอันเกี่ยวเนื่องด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะนั้น (คำว่ากามในทางธรรมนั้น ไม่ได้หมายถึงเรื่องเพศเท่านั้น)

พยาปาทะ คือ ความโกรธ ความพยาบาท ความไม่พอใจ ขัดเคืองใจ

ถีนมิทธะ แยกเป็นถีนะคือความหดหู่ท้อถอย และมิทธะคือความง่วงเหงาหาวนอน
ถีนะและมิทธะนั้นมีอาการแสดงออกที่คล้ายกันมาก คือทำให้เกิดอาการเซื่องซึมเหมือนกัน แต่มีสาเหตุที่ต่างกันคือ
ถีนะเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง เกิดจากการปรุงแต่งของจิต ทำให้เกิดความย่อท้อ เบื่อหน่าย ไม่มีกำลังที่จะทำความเพียรต่อไปส่วนมิทธะนั้นเกิดจากความเมื่อยล้าอ่อนเพลียของร่างกาย หรือจิตใจจริง ๆ เนื่องจากตรากตรำมามาก หรือขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ หรือการรับประทานอาหารที่มากเกินไป มิทธะนี้ไม่จัดเป็นกิเลส (พระอรหันต์ไม่มีถีนะแล้ว แต่ยังมีมิทธะได้เป็นบางครั้ง)

อุทธัจจกุกกุจจะ แยกเป็นอุทธัจจะคือความฟุ้งซ่านของจิต และกุกกุจจะคือความรำคาญใจอุทธัจจะนั้นคือการที่จิตไม่สามารถยึดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เป็นเวลานาน จึงเกิดอาการฟุ้งซ่าน เลื่อนลอยไปเรื่องนั้นที เรื่องนี้ทีส่วนกุกกุจจะนั้นเกิดจากความกังวลใจ หรือไม่สบายใจถึงอกุศลที่ได้ทำไปแล้วในอดีต ว่าไม่น่าทำไปอย่างนั้นเลย หรือบุญกุศลต่างๆ ที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำ ว่าน่าจะได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้

วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจ หรือไม่ปักใจเชื่อว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด หรือควรทำแบบไหนดี จิตจึงไม่อาจมุ่งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้อย่างเต็มที่ สมาธิจึงไม่เกิดขึ้น

นิวรณ์ทั้ง 5 ตัวนี้ มีเฉพาะอุทธัจจะเท่านั้นที่เกิดขึ้นตัวเดียวได้ ส่วนนิวรณ์ตัวอื่น ๆ นอกนั้น เมื่อเกิดจะเกิดขึ้นร่วมกับอุทธัจจะเสมอ

อุดมการณ์ 4 ได้แก่...

1.ความอดทน ได้แก่ ความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งทางกาย วาจา ใจ

2.ความไม่เบียดเบียน ได้แก่ การงดเว้นจากการทำร้าย รบกวน หรือเบียดเบียนผู้อื่น

3.ความสงบ ได้แก่ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ

4.นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นได้จากการดำเนินชีวิตตาม

มรรคมีองค์ 8

มรรค 8 คือ หนทางสู่ความพ้นทุกข์อันชอบ ประกอบด้วย

1. สัมมาทิฏฐิ - ความเห็นชอบ ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง เห็นว่าอะไรคือทุกข์ อะไรคือเหตุแห่งทุกข์ สภาวะเช่นใดคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ วิธีการใดคือทางปฏิบัติเพื่อความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

2. สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ คือ ดำริในการออกจากกาม ออกจากความพยาบาท ออกจากความเบียดเบียน

3. สัมมาวาจา - วาจาชอบ คือ งดเว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ

4. สัมมากัมมันตะ - การงานชอบ หรือ ประพฤติชอบ (ทางกาย) คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม

5. สัมมาอาชีวะ - เลี้ยงชีพชอบ คือ การประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ผิดศีลธรรม

6. สัมมาวายามะ - ความเพียรชอบ คือ
1.) เพียรระวังบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น
2.) เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
3.) เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น
4.) เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ตั้งมั่น มั่นคงต่อไป

7. สัมมาสติ - ระลึกชอบ คือ ตามระลึกรู้ความเป็นไปของกาย เวทนา จิต ธรรม

8. สัมมาสมาธิ - ตั้งใจมั่นชอบ ได้แก่ สมาธิในระดับต่างๆ อันเป็นไปเพื่อการกำจัดกิเลส

วิธีการ 6 ได้แก่...

1.ไม่ว่าร้าย ได้แก่ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือกล่าวโจมตีใคร

2.ไม่ทำร้าย ได้แก่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

3.สำรวมในปาติโมกข์ ได้แก่ ความเคารพระเบียบวินัย กฎกติกา กฎหมาย รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของสังคม

4.รู้จักประมาณ ได้แก่ รู้จักความพอดีในการบริโภคอาหารหรือการใช้สอยสิ่งต่าง ๆ

5.อยู่ในสถานที่ที่สงัด ได้แก่ อยู่ในสถานที่สงบมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

6.ฝึกหัดจิตใจให้สงบ ได้แก่ ฝึกหัดชำระจิตให้สงบ มีสุขภาพ คุณภาพ และประสิทธิภาพที่ดี



2007/Apr/06

เมื่อวันที่ 4-5 เมษายนที่ผ่านมา

ครูเป้ามีโอกาสสะสางงานมากมายไปหาความสงบที่วัดป่าวิสุทธิคุณ จ. เพชรบุรี ค่ะ

ไปพร้อมลูกสาวอีกเช่นเคย ก่อนไปวัดก็แวะทานข้าวกลางวันที่ชะอำนิดหน่อย

ขับรถเลยวัดไปไม่ไกลเท่าไร

ลูกสาวถ่ายให้ ตอนทานอิ่มแล้ว

ที่พักที่วัดค่ะ วัดเป็นวัดป่า ออกแนวป่าๆ ติดกับเขตอุทยานแห่งชาติเขานางพันธุรัตน์

ศาลาปฏิบัติธรรม แดดร้อนมากๆค่ะ แต่ก็ทนได้ เพื่อบุญกุศล

มุมเดียวในวัดที่เย็นสบาย

ด้านหน้าของศาลาปฏิบัติธรรม

การไปครั้งนี้นับว่าฉุกละหุอยู่ไม่น้อย เนื่องจากต้องกลับก่อนกำหนด เพราะลูกสาวมีธุระทำบุญเลี้ยงเด็กอ่อนต่อ เรียกว่าขับรถออกมาตั้งแต่ ทำวัตรเช้าเสร็จ ลาศีล 8 ตอนประมาณ 7 โมงเช้ากว่าๆได้

การได้ไปรักษาศีล 8 นั่งสมาธิที่นี่ก็ดีไม่น้อย แม้จะห่างการปฏิบัติมาเสียสองสามปี

ได้นั่งสมาธิท่ามกลางธรรมชาติ ทั้งแดดและลงแรง

หวังว่าบุญกุศลในครั้งนี้จะส่งผลต่อคนเองและผู้อนุโมทนาบุญทุกท่านนะคะ

2007/Apr/01

ด้วยความวุ่นวายหลายอย่าง

ทำให้ลืมเรื่องการอัพเหตุการณ์จุดเทียนถวายพระพร วันที่ 5 ธันวาคมไปเลย

พิธีจัดที่บริเวณหน้าองค์พระปฐมเจดีย์ค่ะ

สโมสรอินเตอร์แรคโรงเรียนศรีวิชัยวิทยาได้เข้าร่วมพิธีนี้พร้อมกับคณะกรรมการนักเรียนค่ะ

แต่หนนี้นักเรียนของครูเป้าไม่น่ารักเท่าไร

ต้องโทรตามกันเสียวุ่นวายกว่าจะมากันได้ครบ

วัยรุ่นนี้เข้าใจยากจริงๆนะคะ ว่าไหม

ดูรูปกันดีกว่านะคะ

เห็นครูเป้าอยู่เสี้ยวหน้าหนึ่งน่ะค่ะ ถ่ายรูปหมู่หลังจากที่ไล่ต้อนนักเรียนมาได้แล้ว เหนื่อยค่ะ

ถ่ายภาพหมู่พร้อมกันทั้งคณะกรรมการสโมสรอินเตอร์แรค และคณะกรรมการนักเรียน

ภาพนักเรียนจุดเทียนชัย

ภาพสุดท้ายแล้วค่ะ เป็นภาพที่ครูเป้าชอบที่สุด เป็นภาพที่แสดงให้เห็นความตั้งใจของนักเรียน

ที่พยายามจะประคองแสงเทียนน้อยๆให้ตลอดรอดฝั่ง

สุดท้ายก็ต้องขอบใจลูกสาวทีแสนดี แบกกล้องไปถ่ายรูปสวยให้ และก็แทบทุกงานหล่ะค่ะ

ประมาณว่ามีลูกไว้ให้ใช้

วันนี้ไปก่อนนะคะ